อริยบุคคล 8
อริยบุคคล 8
ประเภทนั้นประกอบด้วยมรรคบุคคล 4 ประเภท และผลบุคคล 4 ประเภท
ดังนี้คือ
1.) โสดาปัตติมรรคบุคคล คือบุคคลในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่าโสดาปัตติมรรคจิ
ต โสดาปัตติมรรคบุคคลนี้นับเป ็นอริยบุคคลขั้นแรก
และได้ชื่อว่าเป็นผู้หยั่งล งสู่กระแสพระนิพพานแล้ว
มรรคจิตในขั้นนี้จะทำลายกิเ ลสได้ดังนี้คือ
(ในที่นี้จะใช้สัญโยชน์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งประเภทของกิเลส เป็นหลักในการอธิบาย - ดูเรื่องสัญโยชน์ 10 ประกอบ)
- สักกายทิฏฐิ
- วิจิกิจฉา
- สีลพตปรามาส
รวมทั้งโลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ, ขัดเคืองใจ, กังวลใจ, เครียด, กลัว) โมหะ(ความหลง คือไม่รู้ธรรมชาติที่แท้จริ
งของสรรพสิ่ง) ในขั้นหยาบอื่น ๆ อันจะเป็นผลให้ต้องไปเกิดใน
อบายภูมิ (เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, นรก) ด้วย
2.) โสดาปัตติผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโส
ดาบัน คือผู้ที่ผ่านโสดาปัตติมรรค
มาแล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของโสดาบันก็คือ
- พ้นจากอบายภูมิตลอดไป คือจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกเลย เพราะจิตใจมีความประณีตเกิน
กว่าที่จะไปเกิดในภูมิเหล่า นั้นได้ (ใครจะไปเกิดในภูมิใดนั้น
ขึ้นกับสภาพจิตตอนใกล้ตายที ่เรียกว่ามรณาสันนวิถี
ถ้าขณะนั้นจิตมีสภาพเป็นอย่ างไร
ก็จะส่งผลให้ไปเกิดใหม่ในภู มิที่มีสภาพใกล้เคียงกับสภา พจิตนั้นมากที่สุด)
- อีกไม่เกิน 7 ชาติจะบรรลุเป็นพระอรหันต์
- มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จะไม่คิดเปลี่ยนศาสนาอีกเลย
- มีศีล 5 บริบูรณ์ (ไม่ใช่แค่บริสุทธิ์) คือความบริสุทธิ์ของศีลนั้น
เกิดจากความบริสุทธ์/
ความประณีต ของจิตใจจริง ๆ ไม่ใช่ใจอยากทำผิดศีลแต่สาม ารถข่มใจไว้ได้
คือใจสะอาดจนเกินกว่าจะทำผิ ดศีลห้าได้
3.) สกทาคามีมรรคบุคคล หรือสกิทาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 2 ที่เรียกว่าสกทาคามีมรรคจิต
มรรคจิตในขั้นนี้ ไม่สามารถทำลายกิเลสตัวใหม่ ให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิงเห มือนมรรคจิตขั้นอื่น ๆ เป็นแต่เพียงทำให้ โลภะ
โทสะเบาบางลงเท่านั้น โดยเฉพาะกามฉันทะ และปฏิฆะ
ถึงแม้ว่าความยึดมั่นที่มีอ ยู่จะน้อยลงไปก็ตาม
ทั้งนี้เพราะกามฉันทะและปฏิ ฆะนั้นมีกำลังแรงเกินกว่า จะถูกทำลายไปได้ง่าย
ๆ
4.) สกทาคามีผลบุคคล หรือสกิทาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านสกทาคามีมรรคม
าแล้ว
คุณสมบัติสำคัญของสกทาคามีผ
ลบุคคลก็คือ ถ้ายังไม่สามารถบรรลุธรรมที
่สูงขึ้นไปได้ในชาตินี้ ก็จะกลับมาเกิดในกามภูมิอีก เพียงครั้งเดียวก็จะบรรลุธร รมที่สูงขึ้นไปได้ แล้วจะพ้นจากกามภูมิตลอดไป
เพราะอริยบุคคลขั้นนี้เป็นข ั้นสุดท้ายที่จะเกิดในกามภู มิได้อีก
คำว่ากามภูมินั้นได้แก่ สวรรค์ 6 ชั้น มนุษยภูมิ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก แต่สกทาคามีบุคคลนั้นพ้นจาก
อบายภูมิไปแล้วตั้งแต่เป็นโ
สดาบัน จึงเกิดได้เพียงในสวรรค์ และมนุษย์เท่านั้น
5.) อนาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 3 ที่เรียกว่าอนาคามีมรรคจิต ทำลายกิเลสได้เด็ดขาดเพิ่มข ึ้นอีก 2 ตัวคือ
- กามฉันทะ
- ปฏิฆะ
6.) อนาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านอนาคามีมรรคมา
แล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของอนาคาม
ีผลบุคคลคือ ถึงจะยังไม่บรรลุเป็นพระอรห
ันต์ ก็จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิ อีกเลย
แต่จะไปเกิดในภูมิที่พ้นจาก เรื่องของกามคือรูปภูมิ หรืออรูปภูมิเท่านั้น
(ดูหัวข้อรูปราคะ และอรูปราคะในเรื่องสัญโยชน ์ 10 ประกอบ)
ในรูปภูมิ 16 ชั้นนั้น จะมีอยู่ 5 ชั้นที่เป็นที่เกิดของอนาคา
มีผลบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งรวมเรียกว่าสุทธาวาสภูม
ิ ดังนั้น ในสุทธาวาสภูมิทั้ง 5 ชั้นนี้ จึงมีเฉพาะอนาคามีผลบุคคล อรหัตตมรรคบุคคล และพระอรหันต์ (ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ในภ ูมินี้แล้วยังมีชีวิตอยู่) เท่านั้น
สุทธาวาสภูมิ 5 ชั้นประกอบด้วย
- อวิหาภูมิ
- อตัปปาภูมิ
- สุทัสสาภูมิ
- สุทัสสีภูมิ
- อกนิฏฐาภูมิ
7.) อรหัตตมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 4 ที่เรียกว่าอรหัตตมรรคจิต ทำลายกิเลสที่เหลือทุกตัวได ้อย่างหมดสิ้น จนไม่มีกิเลสใด ๆ เหลืออีกเลย
สัญโยชน์ที่มรรคจิตขั้นนี้ท ำลายไป
ได้แก่
- รูปราคะ
- อรูปราคะ
- มานะ
- อุทธัจจะ
- อวิชชา
8.) อรหัตตผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพร
ะอรหันต์ คือผู้ที่ปราศจากกิเลสอย่าง
สิ้นเชิงแล้ว เพราะกิเลสตัวสุดท้ายถูกทำล ายไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคจิต ที่ผ่านมาแล้ว เป็นผู้ที่พ้นจากทุกข์ทางใจ ทั้งปวง เพราะไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเลย แต่ยังคงต้องทนกับทุกข์ทางก ายต่อไป จนกว่าจะปรินิพพาน
เพราะตราบใดที่ยังมีร่างกาย อยู่ก็ไม่อาจพ้นจากทุกข์ทาง กายไปได้
นิพพานนั้นมี 2 ชนิด คือ
- สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานเป็น หมายถึงนิพพานที่ยังมีส่วนเหลือ คือกิเลสทั้งหลายดับไปหมดแล้วพ้นจากทุกข์ทางใจทั้งปวงแล้
ว แต่ยังมีร่างกายอยู่ ทำให้ต้องทนทุกข์ทางกายต่อไ ปอีก
ได้แก่พระอรหันต์ที่ยังมีชี วิตอยู่นั่นเอง
- อนุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานตาย หมายถึงนิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ คือพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ทั้งทางกาย และทางใจอย่างสิ้นเชิง ได้แก่พระอรหันต์ที่ตายแล้ว
นั่นเอง ซึ่งเรียกได้อีกอย่างว่าปริ นิพพาน (ปริ = โดยรอบ, ปรินิพพาน = นิพพานโดยรอบทุกส่วน
คือทั้งร่างกายและจิตใจ คือนิพพานจากทุกข์ทั้งปวงนั ่นเอง)
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบ
ชีวิตในวัฏสงสารว่า ปุถุชนทั้งหลายเหมือนผู้คนที่ผุด ๆ โผล่ ๆ อยู่กลางน้ำลึก ต้องทนทุกข์ทรมาน สำลักน้ำอยู่อย่างไม่รู้อนา
คต ต้องเสี่ยงภัยจากปลาร้ายทั้ งหลาย
โสดาบันเปรียบเหมือนผู้ที่พ
ยุงตัวพ้นจากผิวน้ำขึ้นมาได ้ จนสามารถมองเห็นฝั่ง(แห่งพร ะนิพพาน) แล้วเตรียมตัวว่ายเข้าหาฝั่ งนั้น สกทาคามีบุคคลเปรียบเหมือนผ ู้ที่กำลังว่ายเข้าหาฝั่ง
อนาคามีบุคคลเปรียบเหมือนผู ้ที่เข้าใกล้ชายฝั่งมาก
คือถึงจุดที่น้ำตื้นพอที่จะ หยั่งเท้าถึงพื้นดินได้ แล้วเดินลุยน้ำเข้าหาฝั่ง
จึงพ้นจากการสำลักน้ำแล้ว พระอรหันต์เปรียบเหมือนผู้ท ี่เดินขึ้นฝั่งได้เรียบร้อย แล้ว พ้นจากอันตรายทั้งปวงแล้ว
รอวันปรินิพพานอยู่
ท่านผู้อ่านอยากอยู่ในสภาพไหนก็เชิญเลือกเอาเองเถิด
1.) โสดาปัตติมรรคบุคคล คือบุคคลในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่าโสดาปัตติมรรคจิ
ต โสดาปัตติมรรคบุคคลนี้นับเป
(ในที่นี้จะใช้สัญโยชน์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งประเภทของกิเลส เป็นหลักในการอธิบาย - ดูเรื่องสัญโยชน์ 10 ประกอบ)
- สักกายทิฏฐิ
- วิจิกิจฉา
- สีลพตปรามาส
รวมทั้งโลภะ(ความโลภ) โทสะ(ความโกรธ, ขัดเคืองใจ, กังวลใจ, เครียด, กลัว) โมหะ(ความหลง คือไม่รู้ธรรมชาติที่แท้จริ
งของสรรพสิ่ง) ในขั้นหยาบอื่น ๆ อันจะเป็นผลให้ต้องไปเกิดใน
อบายภูมิ (เดรัจฉาน, เปรต, อสุรกาย, นรก) ด้วย
2.) โสดาปัตติผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโส
ดาบัน คือผู้ที่ผ่านโสดาปัตติมรรค
มาแล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของโสดาบันก็คือ
- พ้นจากอบายภูมิตลอดไป คือจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกเลย เพราะจิตใจมีความประณีตเกิน
กว่าที่จะไปเกิดในภูมิเหล่า
- อีกไม่เกิน 7 ชาติจะบรรลุเป็นพระอรหันต์
- มีศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน จะไม่คิดเปลี่ยนศาสนาอีกเลย
- มีศีล 5 บริบูรณ์ (ไม่ใช่แค่บริสุทธิ์) คือความบริสุทธิ์ของศีลนั้น
เกิดจากความบริสุทธ์/
ความประณีต ของจิตใจจริง ๆ ไม่ใช่ใจอยากทำผิดศีลแต่สาม
3.) สกทาคามีมรรคบุคคล หรือสกิทาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 2 ที่เรียกว่าสกทาคามีมรรคจิต
4.) สกทาคามีผลบุคคล หรือสกิทาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านสกทาคามีมรรคม
าแล้ว
คุณสมบัติสำคัญของสกทาคามีผ
ลบุคคลก็คือ ถ้ายังไม่สามารถบรรลุธรรมที
่สูงขึ้นไปได้ในชาตินี้ ก็จะกลับมาเกิดในกามภูมิอีก
คำว่ากามภูมินั้นได้แก่ สวรรค์ 6 ชั้น มนุษยภูมิ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก แต่สกทาคามีบุคคลนั้นพ้นจาก
อบายภูมิไปแล้วตั้งแต่เป็นโ
สดาบัน จึงเกิดได้เพียงในสวรรค์ และมนุษย์เท่านั้น
5.) อนาคามีมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 3 ที่เรียกว่าอนาคามีมรรคจิต ทำลายกิเลสได้เด็ดขาดเพิ่มข
- กามฉันทะ
- ปฏิฆะ
6.) อนาคามีผลบุคคล คือผู้ที่ผ่านอนาคามีมรรคมา
แล้ว
คุณสมบัติที่สำคัญของอนาคาม
ีผลบุคคลคือ ถึงจะยังไม่บรรลุเป็นพระอรห
ันต์ ก็จะไม่กลับมาเกิดในกามภูมิ
ในรูปภูมิ 16 ชั้นนั้น จะมีอยู่ 5 ชั้นที่เป็นที่เกิดของอนาคา
มีผลบุคคลโดยเฉพาะ ซึ่งรวมเรียกว่าสุทธาวาสภูม
ิ ดังนั้น ในสุทธาวาสภูมิทั้ง 5 ชั้นนี้ จึงมีเฉพาะอนาคามีผลบุคคล อรหัตตมรรคบุคคล และพระอรหันต์ (ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ในภ
สุทธาวาสภูมิ 5 ชั้นประกอบด้วย
- อวิหาภูมิ
- อตัปปาภูมิ
- สุทัสสาภูมิ
- สุทัสสีภูมิ
- อกนิฏฐาภูมิ
7.) อรหัตตมรรคบุคคล คือบุคคลที่เจริญวิปัสสนาต่
อไปอีกจนกระทั่ง มรรคจิตเกิดขึ้นเป็นครั้งที
่ 4 ที่เรียกว่าอรหัตตมรรคจิต ทำลายกิเลสที่เหลือทุกตัวได
- รูปราคะ
- อรูปราคะ
- มานะ
- อุทธัจจะ
- อวิชชา
8.) อรหัตตผลบุคคล หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพร
ะอรหันต์ คือผู้ที่ปราศจากกิเลสอย่าง
สิ้นเชิงแล้ว เพราะกิเลสตัวสุดท้ายถูกทำล
นิพพานนั้นมี 2 ชนิด คือ
- สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานเป็น หมายถึงนิพพานที่ยังมีส่วนเหลือ คือกิเลสทั้งหลายดับไปหมดแล้วพ้นจากทุกข์ทางใจทั้งปวงแล้
ว แต่ยังมีร่างกายอยู่ ทำให้ต้องทนทุกข์ทางกายต่อไ
- อนุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพานตาย หมายถึงนิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ คือพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ทั้งทางกาย และทางใจอย่างสิ้นเชิง ได้แก่พระอรหันต์ที่ตายแล้ว
นั่นเอง ซึ่งเรียกได้อีกอย่างว่าปริ
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบ
ชีวิตในวัฏสงสารว่า ปุถุชนทั้งหลายเหมือนผู้คนที่ผุด ๆ โผล่ ๆ อยู่กลางน้ำลึก ต้องทนทุกข์ทรมาน สำลักน้ำอยู่อย่างไม่รู้อนา
คต ต้องเสี่ยงภัยจากปลาร้ายทั้
ยุงตัวพ้นจากผิวน้ำขึ้นมาได
ท่านผู้อ่านอยากอยู่ในสภาพไหนก็เชิญเลือกเอาเองเถิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น